ฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรป ครั้งที่ 12 หรือ ยูโร 2004 ประเทศโปรตุเกส ได้รับเลือกให้เป็นเจ้าภาพ จัดระหว่างวันที่ 12 มิถุนายน-4 กรกฎาคม โดยแชมป์ในครั้งนี้ตกเป็นของทีมชาติกรีซ ที่สร้างประวัติศาสตร์คว้าแชมป์สมัยแรกไป 96ace Thailand ครองได้แบบไม่มีใครคาดฝัน

 

โดยก่อนที่การแข่งขันจะเริ่มขึ้น อัตราต่อรองสำหรับการที่ทีมชาติกรีซจะไปถึงตำแหน่งแชมป์นั้นอยู่ที่ 80/1 เลยทีเดียว เรียกว่าในการแข่งขันฟุตบอลรายการใหญ่ระดับนานาชาติ ไม่มีครั้งใดที่จะพลิกล็อคมโหฬารเท่าครั้งนี้อีกแล้ว

 

เจ้าภาพใช้ 10 สนาม ใน 8 เมือง สำหรับจัดการแข่งขัน ได้แก่ เอสตาดิโอ เด อฟอนโซ เฮเกส เมือง กิมาเรส, เอสตาดิโอ ดา ลุซ กับ เอสตาดิโอ โชเซ อัลวาลาเด เมืองลิสบอน, เอสตาดิโอ โด ดราเกา กับ เอสตาดิโอ โด เบสซา เซกูโล เมืองปอร์โต, เอสตาดิโอ มูนิซิปัล เดอ อาเวโร เมืองอาเวโร, เอสตาดิโอ ซิดาเด เดอ โคอิมบรา เมืองโคอิมบรา, เอสตาดิโอ มูนิซิปัล เดอ บรากา เมืองบรากา, เอสตาดิโอ โด อัลกราเว อยู่ระหว่างเมืองฟาโร-ลูเล และ เอสตาดิโอ ด็อกเตอร์ มากาเยส เปสซัว เมืองเลเรีย

 

สำหรับ 16 ทีมที่ผ่านเข้ามาเล่นในรอบสุดท้ายครั้งนี้ แบ่งเป็น 4 กลุ่ม กลุ่มละ 4 ทีม เหมือนเดิม โดย กลุ่มเอ มี เจ้าภาพ โปรตุเกส, กรีซ, สเปน อดีตแชมป์ 1 สมัย และ รัสเซีย อดีตแชมป์ 1 สมัย ซึ่ง 2 ทีมอย่าง โปรตุเกส กับ กรีซ เบียดทีมยักษ์ใหญ่เข้ารอบไปได้

 

ขณะที่กลุ่มบี มี ฝรั่งเศส แชมป์เก่า และอดีตแชมป์ 2 สมัย, อังกฤษ, โครเอเชีย และ สวิตเซอร์แลนด์ โดย ฝรั่งเศส กับ อังกฤษ ตีตั๋วเข้ารอบได้สำเร็จ

 

ด้านกลุ่มซี มี สวีเดน, เดนมาร์ก อดีตแชมป์ 1 สมัย, อิตาลี อดีตแชมป์ 1 สมัย และ บัลแกเรีย โดย สวีเดน กับ เดนมาร์ก จูงมือกันเข้ารอบ 8 ทีมสุดท้าย

 

ส่วนกลุ่มดี มี เช็ก, เนเธอร์แลนด์ อดีตแชมป์ 1 สมัย, เยอรมนี แชมป์เก่า และอดีตแชมป์ 3 สมัย และ ลัตเวีย โดย เช็ก กับ เนเธอร์แลนด์ ได้ผ่านเข้ารอบต่อไป

 

พวกเขาถูกขนานนามจากแฟนๆ ฟุตบอลว่า ได้สร้างตำนานของการแข่งขันขึ้นอีกครั้ง หลังจากที่ เดนมาร์ก เคยสร้างเทพนิยายเดนส์ ได้ในฟุตบอลยูโร 1992

 

โค้ช อ็อตโต้ เรห์ฮาเก้ล สร้างกำแพงเกมรับให้กรีซ ซึ่งฝ่ายตรงข้ามคงรู้รสชาด แล้วว่ามันยากเย็นเพียงใดที่จะล้มมันลง การมีเกมรับที่ยืดหยุ่น ยังนำมาซึ่งเกมสวนกลับที่น่าเกรงขามไปยังคู่ต่อสู้อีกด้วย

 

ก่อนศึกยูโรครั้งนี้ ไม่มีใครคิดว่า กรีซ จะก้าวมาได้ถึงขั้นนี้ ซึ่งเรห์ฮาเก้ล และลูกทีมได้สร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่ขึ้นแล้ว

สำหรับคู่ชิงชนะเลิศ โปรตุเกส พบกับ กรีซ ซึ่งในรอบแรกอยู่กลุ่ม เอ ร่วมกันมาก่อน และเป็นกรีซที่เฉือนชนะ 2-1 ทำให้โปรตุเกสหวังที่จะชำระแค้นเต็มที่ แต่กลับเป็น กรีซ ที่ยังเป็นฝ่ายเอาชนะไปหวุดหวิด 1-0 โดยได้ประตูชัยในนาทีที่ 57 จาก อังเกลอส ชาริสเตอัส คว้าแชมป์สมัยแรก และเป็นแชมป์ประวัติศาสตร์ไปครองอย่างเหลือเชื่อ

 

นอกจากแฟนบอลจะได้ตื่นเต้นกับการได้เห็นทีมม้ามืดเป็นแชมป์แล้ว ในปีนี้เรายังได้เห็นการก้าวขึ้นมาแจ้งเกิดในเวทีระดับชาติอย่างเต็มตัวของ เวย์น รูนี่ย์ นักเตะที่ทำให้การแข่งขันครั้งนี้มีสีสันมากที่สุดเรียกได้ว่าฟอร์มการเล่นของเจ้าหนูวัย 18 ปี สะเทือนเลือนลั่นไปทั้งโลก

 

รูนี่ย์ เพชรเม็ดงามของเอฟเวอร์ตัน ในพรีเมียร์ลีก อังกฤษ แม้รูปร่างเจ้าหนูคนนี้ จะอ้วนท้วมสมบูรณ์ไปนิด แต่มันก็ไม่ใช่อุปสรรคที่จะขัดขวางไม่ให้เขาระเบิดฟอร์มออกมาได้เลย